สภาผู้ชมฯ ไทยพีบีเอส ล้อมวงถกบทเรียนอุทกภัยภาคใต้

  • photo  , 1883x870 pixel , 184,662 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 69,234 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 82,372 bytes.
  • photo  , 1477x1108 pixel , 182,138 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 165,463 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 192,758 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 181,873 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 160,665 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 175,592 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 153,031 bytes.
  • photo  , 1705x960 pixel , 158,771 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 165,955 bytes.
  • photo  , 1536x2048 pixel , 143,101 bytes.
  • photo  , 2048x1536 pixel , 146,646 bytes.
  • photo  , 1536x2048 pixel , 178,647 bytes.
  • photo  , 1536x2048 pixel , 162,019 bytes.
  • photo  , 2048x1536 pixel , 199,863 bytes.
  • photo  , 2048x1536 pixel , 172,894 bytes.
  • photo  , 2048x1536 pixel , 189,536 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 174,487 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 125,538 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 141,426 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 164,771 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 128,872 bytes.
  • photo  , 1000x1000 pixel , 132,234 bytes.

สภาผู้ชมฯ ไทยพีบีเอส ล้อมวงถกบทเรียนอุทกภัยภาคใต้ ชี้ 20 ปีไทยสูญเสียกว่า 2 ล้านล้านบาท

ดันข้อเสนอพลิกโฉมสื่อสาธารณะจาก พร้อมยกระดับ “ศูนย์สื่อสารภัยพิบัติ” สู่การสื่อสารเพื่อสร้างการเตือนภัยความปลอดภัยของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติทวีความรุนแรง รวดเร็ว และคาดเดาได้ยากขึ้น บทเรียนจากมหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ของระบบการจัดการภัยพิบัติไทย ตั้งแต่งบประมาณที่เน้นการก่อสร้างและการเยียวยาปลายเหตุ ไปจนถึงระบบสั่งการแบบรวมศูนย์ที่ไม่ทันต่อสถานการณ์หน้างาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569 สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ภูมิภาคใต้ตอนบน-ล่าง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายต่อสื่อสาธารณะ ภายใต้หัวข้อ “จากวิกฤตภัยพิบัติ สู่นโยบายที่ปกป้องทุกคนได้: บทเรียนอุทกภัยภาคใต้” ณ สถาบันนโยบายสาธารณะ ชั้น 10 อาคาร LRC มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยมี สมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส เข้าร่วม

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเปิดพื้นที่กลางให้ภาคประชาชน ผู้ประสบภัย นักวิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ได้มาร่วมกันทบทวนช่องโหว่ของการรับมือมหาอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายสาธารณะระดับประเทศ และยกระดับบทบาทของ “สื่อสาธารณะ” อย่างไทยพีบีเอส ให้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมรายวัน ไปสู่การเป็นกลไกหลักในการสร้างองค์ความรู้ เตือนภัยล่วงหน้า และตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ

“หมอโกมาตร” ชี้สื่อสาธารณะต้องเป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว แต่คือกลไกสร้างนโยบายที่ปกป้องทุกคน

ในช่วงกล่าวต้อนรับ ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ได้เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการฯ ว่า วิกฤตอุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของภัยธรรมชาติตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหญ่ทางสังคมที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐ ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเปราะบาง

ดร.นพ.โกมาตร ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การลงพื้นที่ไปรายงานระดับน้ำหรือการแจกถุงยังชีพตามกระแสข่าว แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มทางปัญญาของสังคม” ที่ดึงเอาประสบการณ์ตรงและความเจ็บปวดของประชาชนในพื้นที่ มาสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางวิชาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและโครงสร้างกฎหมายที่สามารถปกป้องประชาชนทุกคนได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ชมและผู้ฟังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางและประเมินการทำงานของไทยพีบีเอสโดยตรง

“ไมตรี จงไกรจักร์” ชำแหละปมกฎหมาย-งบประมาณ 20 ปีสูญเสีย 2 ล้านล้านบาท จี้เลิกหวังพึ่งรัฐฝ่ายเดียว

ไฮไลต์สำคัญในช่วงปาฐกถานำ หัวข้อ “สถานการณ์ แนวโน้ม และความท้าทายของการจัดการภัยพิบัติภาคใต้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดย คุณไมตรี จงไกรจักร์ ผู้เชี่ยวชาญภายนอก สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการจัดการภัยพิบัติไทยอย่างตรงไปตรงมา

คุณไมตรี ระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติไปแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท แต่การบริหารจัดการของภาครัฐกลับยังคงยึดติดอยู่กับเรื่องของ “งบประมาณและอำนาจ” โดยมักใช้จังหวะที่เกิดน้ำท่วมใหญ่และน้ำยังไม่ทันลดในการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์นับแสนล้านบาทผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีโครงการที่เขียนรอไว้แล้วนับพันโครงการทั่วประเทศ ในขณะที่งบประมาณสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนกลับถูกตัดลดลงอย่างน่าใจหาย

คุณไมตรี ชี้ให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนและสับสนของกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ, พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.ปภ.) และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เมื่อเกิดภัยพิบัติระดับรุนแรง (ระดับ 4) กลับเกิดความสับสนว่าใครมีอำนาจบัญชาการสูงสุด ขณะเดียวกัน ระเบียบการใช้งบประมาณทดรองราชการ (ซึ่งถูกปรับลดจากจังหวัดละ 50 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท จากปัญหาการทุจริตในอดีต) และระเบียบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่กล้าประกาศเขตพื้นที่เสี่ยงเพื่อใช้งบประมาณในการ “ป้องกันล่วงหน้า” เพราะเกรงว่าหากประกาศใช้งบ 10 ล้านบาทไปแล้วฝนไม่ตกหรือน้ำไม่ท่วม จะต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบคืนเงิน

นอกจากนี้ คุณไมตรี ยังเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติกว่า 40,000 ชุมชน แต่กลับได้รับงบประมาณในการทำโครงการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน (CBDRM) ลดลงเรื่อยๆ จากปีละ 200 ชุมชน เหลือ 100 ชุมชน เหลือ 20 ชุมชน และล่าสุดได้งบเพียงปีละ 60 ชุมชน ซึ่งหากทำด้วยอัตรานี้จะต้องใช้เวลาเกือบ 1,000 ปีจึงจะครอบคลุมทุกชุมชนเสี่ยง อีกทั้งการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับตำบลและจังหวัดกว่า 80% เป็นเพียงการที่เจ้าหน้าที่คนเดียวคัดลอกแผนเดิมแล้ว “เปลี่ยนแค่ พ.ศ.” ส่งรายงานประจำปีโดยไม่เคยมีการซักซ้อมจริง

คุณไมตรี จึงเสนอว่า ประชาชนต้องเตรียมความพร้อมในระดับครัวเรือนให้สามารถพึ่งพาตนเองและอยู่รอดให้ได้ไม่น้อยกว่า 10–15 วันเมื่อเกิดเหตุ ต้องผลักดันมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่เครือข่ายภาคประชาชนใช้เวลาผลักดันนานถึง 20 ปี ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการแก้กฎหมายให้ ปภ. มีหน้าที่และงบประมาณในการป้องกัน การจัดตั้งกองทุนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติระดับท้องถิ่น การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ที่ได้มาตรฐาน การนำเทคโนโลยีแบบแอปพลิเคชันเรียกรถหรือสั่งอาหารมาประยุกต์ใช้เป็นระบบจับคู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไปจนถึงการออกกฎเหล็กให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องผ่านหลักสูตรการบัญชาการเหตุการณ์ พร้อมทั้งฝากให้ไทยพีบีเอสสื่อสารทำความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่อง “เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท” ตามมติ ครม. ว่าไม่ใช่เงินชดเชยเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อให้ประชาชนไม่เสียสิทธิในการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจริง

“แค่ประมาณ 20 ปีมานี้ เราสูญเสียกับภัยพิบัติไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท... โลกมันควบคุมไม่ได้แล้ว ภัยพิบัติไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ประเทศเรายังคิดแบบเดิม คือรวมศูนย์อำนาจ ไม่ยอมส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่น ท้องถิ่นมีตังค์แต่ไม่กล้าเบิก เพราะถ้าประกาศป้องกัน 10 ล้านแล้วภัยไม่เกิด สตง. ตรวจ ต้องรับผิดชอบอีก ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในกฎหมายไม่มีหน้าที่ป้องกัน ไม่มีงบป้องกันเลย ชุมชนเสี่ยงในไทยมีกว่า 40,000 ชุมชน แต่ได้งบทำเตรียมความพร้อมปีละ 60 ชุมชน ต้องทำกี่ปีครับ? พันปี! เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ภัยพิบัติทุกประเภทจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง เราต้องเลิกหวังแต่จะรอให้รัฐมาแจกข้าว ต้องเตรียมครัวเรือนตัวเองให้อยู่ให้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วัน และไทยพีบีเอสต้องสถาปนาเรื่องภัยพิบัติเป็นวาระหลักของชาติ ไม่ใช่รายงานแค่ 3 นาที 5 นาที หรือรายงานผิดๆ ว่าเงิน 9,000 บาทคือค่าชดเชยเยียวยา ทั้งที่มันคือเงินช่วยเหลือเร่งด่วนตามมติ ครม. เท่านั้น”

“ชาคริต โภชะเรือง” เปิดโมเดล “หาดใหญ่โมเดลพลัส” ชู 5 โครงการยกระดับเมืองสู้วิกฤตด้วยระบบเตือนภัยโดยไม่ต้องเตือน

ต่อมาในช่วงกรณีศึกษาการจัดการภัยพิบัติของชุมชนเมือง หัวข้อ “หาดใหญ่โมเดลพลัส” โดย คุณชาคริต โภชะเรือง เลขานุการคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 12 ได้ฉายภาพการปรับตัวครั้งใหญ่ของเมืองหาดใหญ่หลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2568

คุณชาคริต เล่าว่า นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2553 เมืองหาดใหญ่ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ “บ้านพี่เลี้ยง” และเว็บไซต์ HatyaiCityClimate ภายใต้แนวคิด “การเตือนภัยโดยไม่ต้องเตือน” คือการรวบรวมข้อมูลน้ำฟ้าและน้ำท่ามาไว้จุดเดียวให้ประชาชนเฝ้าระวังเองได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 ปีโดยไม่มีน้ำท่วมใหญ่ จนกระทั่งปี 2567 ที่เกิดน้ำท่วมแต่โซนเศรษฐกิจชั้นในรอดพ้นมาได้เพราะระบบคลองระบายน้ำ ร.1 ทำให้คนหาดใหญ่และผู้บริหารเมืองเกิดความชะล่าใจ เชื่อมั่นในสิ่งก่อสร้างและคำว่า “เอาอยู่” จนไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วในปี 2568 ที่หย่อมความกดอากาศต่ำทำให้ฝนตกแช่ต่อเนื่องถึง 2,300 มิลลิเมตร เกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำที่รับได้เพียง 60–100 มิลลิเมตร ประกอบกับสภาพภูมินิเวศของหาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะรับน้ำก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาซึ่งมีปากทางออกสู่ทะเลอ่าวไทยแคบและตื้นเขิน ทำให้มวลน้ำไหลย้อนกลับ

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองหาดใหญ่ยังมีปัญหาเรื่อง “ประชากรแฝง” อีกกว่า 300,000 คน (เท่ากับประชากรตามทะเบียนราษฎรที่มีอยู่ 300,000 คน) ซึ่งรวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ เมื่อเกิดเหตุในปีที่ผ่านมาจึงมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ทั้งยังพบข้อมูลวิจัยจาก 2,000 ครัวเรือนว่า ช่องทางที่ชาวบ้านได้รับข้อมูลเตือนภัยมากที่สุดอันดับ 1 คือ “เพื่อนบ้าน” อันดับ 2 คือ “เสียงตามสาย/วิทยุชุมชน” ส่วนโซเชียลมีเดียและทีวีอยู่ในลำดับท้ายๆ

เพื่อแก้จุดอ่อนทั้งหมด เครือข่ายจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และภาคีเครือข่าย ยกระดับสู่ “หาดใหญ่โมเดลพลัส” (Hatyai Model Plus) ผ่าน 5 โครงการสำคัญ ได้แก่

ระบบ One Data (ฐานข้อมูลเดียว): เชื่อมโยงระบบข้อมูลที่กระจัดกระจายของแต่ละท้องถิ่นและกลุ่มอาสาสมัครเข้าด้วยกัน เพื่อระบุพิกัดกลุ่มเปราะบางและความต้องการความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือตกหล่น

การพยากรณ์ด้วย AI (AI Forecasting): ลงทุนระบบเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่เพื่อประมวลผลข้อมูล 4 น้ำ ได้แก่ “น้ำฟ้า น้ำท่า น้ำเมือง และน้ำทะเลหนุน” ร่วมกับความสูงต่ำของพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าเป็นรายย่านและรายชั่วโมง

ศูนย์อพยพอัจฉริยะ (Smart Shelter): ยกระดับมาตรฐานศูนย์อพยพตั้งแต่ระดับบ้านพี่เลี้ยง เทศบาล มหาวิทยาลัย ไปจนถึงศูนย์อพยพแนวตั้ง เช่น โรงแรม ให้มีมาตรฐาน 13–15 ด้าน โดยรวมถึงการจัดพื้นที่รองรับ “สัตว์เลี้ยง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเมืองจำนวนมากไม่ยอมอพยพออกจากบ้าน การทำแผน CBDRM และเครือข่ายตาสับปะรดทุกซอย: ขยายการจัดทำแผนชุมชนใน 65 ชุมชน (ครอบคลุมกว่า 40,000 ครัวเรือน) จัดกลุ่มชุมชนย่อยตามเส้นทางน้ำ ตั้งคณะกรรมการชุมชนที่กระจายตัวอยู่ในทุกซอย ใช้ Line OpenChat และ QR Code ในชื่อ “น้องน้ำ” เพื่อให้ชาวบ้านสแกนดูระดับน้ำ กล้อง CCTV และจุดเฝ้าระวังได้ทันที พร้อมทั้งจัดซ้อมแผนบนโต๊ะ (Tabletop Exercise) เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียงที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

การแปลข้อมูลวิชาการเป็นภาษาชาวบ้าน:เปลี่ยนค่าระดับน้ำทางเทคนิคให้เป็นเงื่อนไขที่เข้าใจง่าย เช่น หากน้ำจากอำเภอสะเดามาถึงจุดวัดระดับสะพานคลองอู่ตะเภาในระดับที่กำหนด อีก 12–16 ชั่วโมงน้ำจะเข้าท่วมหาดใหญ่แน่นอน พร้อมทำเว็บไซต์ 2 ภาษาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ปัญหาของปี 67 คือพอโซนเศรษฐกิจรอด คนก็ปักใจเชื่อมั่นในระบบคลองระบายน้ำ สิ่งที่นายกฯ พูดว่า ‘เอาอยู่’ มันไม่ได้พูดคนเดียว แต่มันพูดแทนความรู้สึกของคนทั้งเมือง จนปี 68 ทุกคนไม่เตรียมอะไรเลย แล้วเจอฝนตกแช่ 2,300 มิลลิเมตร ระบบระบายน้ำรับได้แค่ 60 มิลลิเมตร ยังไงก็ไม่มีทางเอาอยู่ วันนี้เราจึงทำ ‘หาดใหญ่โมเดลพลัส’ 5 โครงการ ทำเรื่อง One Data เอา AI มาพยากรณ์ทั้งน้ำฟ้า น้ำท่า น้ำเมือง น้ำทะเลหนุน ทำ Smart Shelter ที่รองรับสัตว์เลี้ยงได้ และสร้างระบบ ‘เตือนภัยโดยไม่ต้องเตือน’ ผ่าน QR Code น้องน้ำ แปลงภาษาวิชาการเป็นภาษาชาวบ้าน ไม่ต้องมีค่า X ค่า Y บอกเลยว่าถ้าน้ำจากสะเดาถึงจุดนี้ อีก 12–16 ชั่วโมงท่วมหาดใหญ่แน่ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาและจัดการตัวเองได้เร็วที่สุด”

นาทีชีวิต! “อัฟนัน อับดุลเลาะ” ผู้ประกาศไทยพีบีเอส เล่านาทีระทึกรอดตายหวุดหวิด จากมวลน้ำเชี่ยวถล่มหาดใหญ่

นาทีระทึกกลางมหาอุทกภัย! “อัฟนัน อับดุลเลาะ” ผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส เปิดใจเล่าประสบการณ์จริงและการเอาชีวิตรอดอย่างเฉียดตาย หลังติดค้างและถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดรถโฟร์วีลจมมิดคัน พร้อมเผยวิกฤต 18 ชีวิตต้องช่วยกันเองข้ามกระแสน้ำเชี่ยวหลบภัยบนรถทหาร สะท้อนบทเรียนสำคัญของการแจ้งเตือนภัยที่มาพร้อมวิกฤตหน้างาน

จากภารกิจรายงานข่าว สู่สถานการณ์วิกฤตพลิกผัน

จุดเริ่มต้นเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันเกิดเหตุ บริเวณ แยกโรงปูน (ถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ ฝั่งขาเข้าจากคลองแห) ซึ่งตอนนั้นระดับน้ำลดลงเกือบแห้ง ทีมข่าวไทยพีบีเอส 3 คน ประกอบด้วย คุณอัฟนัน ช่างภาพ และผู้ช่วยช่างภาพ จึงจอดรถกระบะยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (โฟร์วีล) ไว้ แล้วเดินลุยน้ำระดับหัวเข่าเข้าไปทำข่าวชาวบ้านที่ติดค้างในพื้นที่เขต 8

ทว่า เดินเข้าไปได้ไม่ถึง 1 กิโลเมตร มวลน้ำระลอกใหม่ก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นชั่วโมงละเกือบ 1 เมตรจนถึงระดับหน้าอก ทำให้เดินต่อไม่ได้ ต้องแวะหลบภัยที่โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่ นาน 3 ชั่วโมง ก่อนจะขอติดเรือเจ้าหน้าที่อพยพผู้ป่วยกลับออกมาถึงจุดจอดรถในช่วงเย็นราว 18.00 น.

วินาทีรถโฟร์วีลจมน้ำ และการตัดสินใจเปิดกระจกรถเปลี่ยนตายเป็นรอด

เมื่อกลับมาถึงรถ น้ำเริ่มท่วมถึงล้อและมีรถจอดขวางอยู่ เมื่อทางโล่งทีมข่าวจึงตัดสินใจขับฝ่าออกไปเพื่อไม่ให้ติดค้าง แต่เมื่อถึงจุดที่เป็นแอ่งต่ำกว่าถนน กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากได้ซัดรถโฟร์วีลทั้งคันลอยคว้างและพัดไปตกในจุดน้ำลึกจนจมมิดหลังคา

ความโชคดีและสติในการเอาชีวิตรอดคือ ทีมข่าวได้เปิดกระจกหน้าต่างรถทิ้งไว้ทั้งสองข้างตั้งแต่ก่อนเคลื่อนรถ เมื่อน้ำเริ่มทะลักเข้าห้องโดยสาร ทีมข่าวทั้ง 3 คนจึงคว้าอุปกรณ์สำคัญและกระโดดหนีออกทางหน้าต่างประตูรถได้ทันเวลาก่อนรถจะจมดิ่ง จากนั้นต้องว่ายฝ่ากระแสน้ำไปเกาะและปีนขึ้นไปยืนบนหลังคารถยนต์คันอื่นที่จมน้ำอยู่ก่อนแล้ว พร้อมตะโกนเรียกเรือชาวบ้านให้ช่วยมารับ

18 ชีวิตติดค้างไร้ชูชีพ ฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวขึ้นรถ GMC ทหาร

หลังจากนั้น ทีมข่าวทั้ง 3 คนต้องไปยืนหลบภัยร่วมกับชาวบ้านผู้ผู้ประสบภัยอีก 15 คน (รวมเป็น 18 ชีวิต มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ) บนชายบันไดแคบๆ หน้าอาคารพาณิชย์ ท่ามกลางฝนตกหนักตลอดเวลา ไม่มีหลังคากันฝน และไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่เลย ชาวบ้านทั้ง 15 คนไม่มีเสื้อชูชีพ มีเพียงเสื้อผ้าติดตัวคนละ 2-3 ชิ้น ขณะที่ทีมข่าวมีเสื้อชูชีพเพียง 3 ตัว

เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นชั่วโมงละ 50 เซนติเมตร จนเหลือเพียง 10-20 เซนติเมตรจะท่วมถึงจุดที่ยืนอยู่ ทุกคนจึงต้องวางแผนช่วยเหลือกันเอง เดินลุยกระแสน้ำเชี่ยวระดับเอว (70-80 เซนติเมตร) พาเด็กและผู้สูงอายุไปปีนขึ้นหลบภัยบน รถบรรทุกทหาร (GMC) ที่จอดทิ้งไว้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. จนถึงรุ่งเช้า เนื่องจากกระแสน้ำบริเวณทางตัดรถไฟไหลเชี่ยวรุนแรงเกินกว่าเรือหรือเจ็ตสกีของหน่วยกู้ภัยจะฝ่าเข้ามาได้ในยามค่ำคืน

ถอดบทเรียนเตือนภัยผ่านมือถือเมื่อคำเตือนมาถึงในวันที่ออกไปไม่ได้

คุณอัฟนัน อับดุลเลาะ ผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส เล่าผ่านเวทีสภาผู้ชมผู้ฟังด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนปัญหาเรื่องการแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ เนื่องจากโทรศัพท์ของคุณอัฟนันจมน้ำตั้งแต่จังหวะกระโดดหนีรถ ทำให้เครื่องดับและชาร์จแบตเตอรี่ไม่ได้ ในบางจังหวะที่โทรศัพท์เปิดติดขึ้นมา พบข้อความแจ้งเตือนให้อพยพและระบุว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดตอน 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ระดับ 1.20–1.45 เมตร

สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดว่า เมื่อการแจ้งเตือนมาถึงในจังหวะที่น้ำท่วมสูงและเชี่ยวกรากแล้ว ผู้ประสบภัยหน้างานไม่สามารถอพยพออกไปเองได้เลย หากไม่มีเรือหรือแผนการจัดการล่วงหน้า

เสียงสะท้อนจากหน้างาน

“ตอนที่เราตัดสินใจขับรถโฟร์วีลออกมา พอไปถึงจุดที่เป็นร่องน้ำลึก กระแสน้ำที่เชี่ยวมากซัดรถของเราลอยขึ้นแล้วพัดออกไปในจุดที่น้ำลึกจนจมมิดหลังคารถ ตอนนั้นโชคดีมากที่ทีมข่าวเปิดกระจกรถทิ้งไว้ตั้งแต่แรก พอเห็นน้ำเริ่มทะลักเข้าตัวรถ เราจึงตัดสินใจกระโดดหนีออกมาทางหน้าต่างประตูรถทันที...

พอขึ้นไปหลบอยู่ตรงชายบันไดหน้าตึกแถวกับชาวบ้านอีก 15 คน รวมเป็น 18 ชีวิต มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่เลย ชาวบ้านไม่มีเสื้อชูชีพสักตัว ฝนก็ตกหนักตลอดเวลา น้ำก็ขึ้นเร็วมาก... เราจึงต้องช่วยกันเอง พาทุกคนเดินลุยฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวไปปีนขึ้นรถ GMC ของทหารที่จอดอยู่ ส่วนโทรศัพท์ของผมจมน้ำไปแล้ว พอเปิดติดขึ้นมาก็เห็นข้อความแจ้งเตือนให้อพยพและบอกว่าน้ำจะขึ้นสูงสุดตอน 6 โมงเช้า แต่ในนาทีนั้นพวกเราและชาวบ้านติดค้างอยู่กลางน้ำเชี่ยว ออกไปไหนไม่ได้แล้ว”

คุณนิตยา กีรติเสริมสิน รักษาการบรรณาธิการศูนย์สื่อสารภัยพิบัติไทยพีบีเอส กล่าวว่า  การยกระดับสื่อสาธารณะจากการเป็นเพียงผู้รายงานข่าว ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัย” ที่ช่วยให้ประชาชนรับมือกับภัยพิบัติและเอาชีวิตรอดได้จริงเพราะที่ผ่านมา ข้อมูลกระจัดกระจาย ชาวบ้านไม่รู้วิธีหนีภัย ที่ผ่านมาความสูญเสีย 20 ปีของไทย (พ.ศ. 2547–2567) เกิดภัยพิบัติใหญ่ 95 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 10,549 ราย กระทบประชาชนกว่า 68 ล้านคน และเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาทปัญหาสำคัญจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่าหมู่บ้านเสี่ยงภัยกว่า 603 แห่งในภาคใต้ ยังตอบไม่ได้ว่าเมื่อเกิดภัยต้อง “หนีเมื่อไหร่ หนีอย่างไร และหนีไปไหน” เพราะการแจ้งเตือนของรัฐแยกส่วนกันทำ และใช้ศัพท์วิชาการที่เข้าใจยาก

ไทยพีบีเอสจึงต้องเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นข้อมูลเปิดที่ค้นหาง่ายและใช้ตัดสินใจได้ทันที  โดยมี 5 ภารกิจหลัก ได้แก่ การเชื่อมข้อมูลดึงข้อมูลจากทุกหน่วยงานรัฐ ดาวเทียม และชุมชนมารวมไว้ที่เดียวตรวจสอบคัดกรองข่าวลวง (Fake News) ยืนยันความถูกต้องก่อนเผยแพร่สื่อสารเข้าใจง่าย ให้ความรู้เพื่อเอาตัวรอดเชื่อมความช่วยเหลือ ชี้เป้าจุดอพยพ ศูนย์พักพิง และการช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยทั้งหมดนี้ทำเพื่อตอบคำถามสำคัญของประชาชนในยามวิกฤต คือ เกิดอะไรขึ้น? ฉันเสี่ยงไหม? ต้องทำอย่างไร? ขอความช่วยเหลือที่ไหน? และหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?

ทำงานครบวงจร (ก่อน-ระหว่าง-หลังเกิดภัย) ผสาน 3 ช่องทางศูนย์ฯ จะทำงานทุกวันครอบคลุมทั้งภัยจากดิน น้ำ ลม ไฟ และโรคระบาดก่อนเกิดภัย ทำแผนที่ความเสี่ยง เฝ้าระวัง และให้ความรู้ล่วงหน้าขณะเกิดภัยตั้งห้องปฏิบัติการเกาะติดสถานการณ์ แจ้งเตือนจุดอพยพและเส้นทางตามเวลาจริงหลังเกิดภัย: “ไม่จบเมื่อข่าวจบ” แต่จะตามต่อเรื่องเงินเยียวยา การฟื้นฟู และผลักดันการแก้กฎหมายหรือนโยบายรัฐการเชื่อมโยง 3 ช่องทางเข้าด้วยกัน:หน้าจอทีวีรายงานข่าวด่วนและวิเคราะห์เจาะลึกที่ดูแล้วรู้ทันทีว่าต้องทำอะไรออนไลน์ เน้นดูง่ายผ่านมือถือ แชร์ต่อง่าย มีหน้าจอสรุปสถานการณ์แบบทันท่วงทีพื้นที่จริงใช้นักข่าวพลเมืองและอาสาสมัครในพื้นที่เป็นตัวช่วยตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจริงคู่กับข้อมูลรัฐ และจัดเวทีข้อเสนอทางออกทางรอดเชิงนโยบายด้านภัยพิบัติ

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ ศูนย์สื่อสารภัยพิบัติ Thai PBS

Relate topics